การเลือกใช้วัสดุสำหรับงานออกแบบหลังคาความลาดชันต่ำแต่ละรูปแบบ มีความต่างกันอย่างไร (Material Specification for Low Slope Roofing Design in Architectural)

หลังคา (Roof) ถือองค์ประกอบสำคัญของสถาปัตยกรรม ที่มีส่วนช่วยให้อาคารเย็นสบาย ปกป้องอาคารจากแสงแดด ลม และฝน รวมถึงสภาพอากาศต่าง ๆ โดยหลังคาแต่ละประเภทนั้นมีรูปทรงที่แตกต่างกัน ตอบสนองตามความต้องการของผู้ใช้และรูปแบบอาคารที่แตกต่างกันไป นอกจากนี้หลังคายังถือเป็นส่วนหนึ่ง ที่จะช่วยส่งเสริมให้สถาปัตยกรรมนั้นๆ มีสไตล์ที่โดดเด่น หรือ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

วันนี้ Wazzadu Encyclopedia ร่วมกับ LumaX Series by SCG ผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุเมทัลสำหรับงานออกแบบก่อสร้างหลังคาความลาดชันต่ำ ได้รวบรวมองค์ความรู้ด้าน การเลือกใช้วัสดุสำหรับงานออกแบบหลังความลาดชันต่ำแต่ละรูปแบบ (Material Specification for Low Slope Roofing Design in Architectural) มาฝากทุกท่านครับ

หลังคาความลาดชันต่ำ (Low-Slope Roof) คือ หลังคาที่มีมุมเอียงน้อย หรือ ความชันต่ำกว่า 10 องศา ซึ่งจะแตกต่างจากหลังคาทั่วไปที่มีความชันสูง เช่น หลังคาทรงจั่ว หลังคาทรงผสม หรือ หลังคาทรงปั้นหยา เป็นต้น

หลังคาความลาดชันต่ำ มีลักษณะพื้นผิวหลังคาเกือบเรียบ หรือ เอียงเล็กน้อย เพื่อให้น้ำฝนไหลไปทางท่อระบายน้ำ หรือ รางน้ำ ซึ่งจะต้องออกแบบระบบกันซึมและระบายน้ำอย่างดี เพราะมีความเสี่ยงน้ำขัง มากกว่าหลังคาชันแบบทั่วไป

การออกแบบก่อสร้างหลังคาความลาดชันต่ำ ที่ได้รับความนิยมแพร่หลายในไทยปัจจุบัน สามารถแบ่งรูปแบบการใช้วัสดุหลักๆ ออกได้ 2 ประเภท ได้แก่

1) หลังคาเมทัลความลาดชันต่ำ ประกอบด้วย

  • หลังคาเมทัลทรงแบนความลาดชันต่ำ (Low-Slope Metal Flat Roofing)
  • หลังคาเมทัลทรงเพิงแหงนความลาดชันต่ำ (Low-Slope Metal Shed Roofing)

2) หลังคาคอนกรีตเสริมเหล็กความลาดชันต่ำ พร้อมเคลือบกันซึม (Reinforced Concrete Flat Slab Roofing)

***หมายเหตุ 

นอกจากนี้ยังมีหลังคาความลาดชันต่ำที่ใช้วัสดุเมมเบรนกันซึม (Waterproof Membrane Low-Slope Roof) แต่อาจไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่า 2 ประเภท ดังที่กล่าวไปในข้างต้น เนื่องจากมีระบบการติดตั้งที่ต้องใช้ช่างที่มีความชำนาญเฉพาะทางในระดับหนึ่ง ตัววัสดุค่อนข้างบางจึงต้องมีโครงสร้างรองรับที่ดี แต่สามารถซ่อมเฉพาะจุดได้ อายุการใช้งานโดยเฉลี่ยสั้นกว่าเมทัลและคอนกรีต มีค่าซ่อมบำรุงในระยะยาวค่อนข้างใกล้เคียงกับหลังคาคอนกรีต ขึ้นอยู่กับเกรดวัสดุและลักษณะความเสียหายด้วย

บทบาทของหลังคาความลาดชันต่ำ ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสถาปัตยกรรมและอสังหาริมทรัพย์ได้อย่างไร

หลังคาความลาดชันต่ำ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางเลือกเชิงโครงสร้างเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของสถาปัตยกรรมยุคใหม่ โดยมีบทบาทสำคัญในเชิงสถาปัตยกรรมและการสร้างมูลค่าให้กับโครงการยุคใหม่อย่างลึกซึ้ง ทั้งในมิติความสวยงาม, ฟังก์ชัน, ความยั่งยืน, การลงทุน และการใช้ประโยชน์อย่างชาญฉลาด ซึ่งทั้งหมดนี้แปลงเป็นคุณค่าเชิงเศรษฐกิจและคุณค่าทางสุนทรียะของสถาปัตยกรรม หรือ โครงการได้โดยตรง

แนวทางการออกแบบหลังคาความลาดชันต่ำให้ตอบโจทย์ด้านความสวยงามและฟังก์ชั่นการใช้งานที่ส่งเสริมสถาปัตยกรรมยุคใหม่

สะท้อนความนำสมัย

ตอบโจทย์งานออกแบบรูปทรงหลังคาที่เรียบหรูนำสมัย โดยเน้นเส้นสายแนวนอน หรือ แนวตั้ง ที่ดูนิ่ง สงบ และเรียบง่าย สะท้อนแนวคิด “Form Follows Function” ซึ่งเป็นแก่นของสถาปัตยกรรมได้อย่างชัดเจน

เปิดโอกาสให้พื้นที่หลังคากลายเป็นพื้นที่ใช้สอย

ตอบโจทย์การใช้พื้นที่ดาดฟ้าที่หลากหลาย เช่น Rooftop Garden, Sky Terrace, หรือ Solar Roof Deck ได้ ช่วยเพิ่มพื้นที่พักผ่อน ลดการบดบังวิวทิวทัศน์ และช่วยเชื่อมโยงพื้นที่ภายในกับ สภาพแวดล้อมภายนอกอย่างกลมกลืน

ความยืดหยุ่นในการใช้วัสดุ

สามารถใช้วัสดุสมัยใหม่ เช่น โลหะ คอนกรีตคาร์บอนต่ำ หรือ เมมเบรนกันซึม ที่มีคุณสมบัติรองรับระบบ Building Envelope แบบใหม่ เช่น Green Roof และ Solar Roof System เป็นต้น

แนวทางการออกแบบหลังคาความลาดชันต่ำให้ตอบโจทย์การเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจและการรับรู้สำหรับโครงการอสังหาริมทรัพย์

ส่งเสริมภาพลักษณ์อสังหาริมทรัพย์

ด้วยอัตลักษณ์ที่เรียบหรูของหลังคาความลาดชันต่ำ จะช่วยสะท้อน Brand Identity ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียม และสร้างความรู้สึก Exclusive ร่วมสมัย ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม

เพิ่มมูลค่าด้วยฟังก์ชั่นเสริม

สามารถติดตั้ง Solar System ได้ง่าย ประยุกต์ใช้เป็นพื้นที่ส่วนกลาง หรือ สร้างพื้นที่สีเขียวแนวตั้ง เพื่อเพิ่มมูลค่าทางสิ่งแวดล้อม และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว ทำให้อาคารมีความคุ้มค่าเชิงลงทุน (ROI) สูงขึ้น

สนับสนุนแนวคิดด้านความยั่งยืน

สามารถประยุกต์ให้รองรับระบบเก็บน้ำฝน (Rainwater Harvesting) และรองรับฉนวนกันความร้อนในอาคาร ช่วยลด Carbon Footprint ที่สอดคล้องกับแนวทาง ESG

ความแตกต่างในการออกแบบ

 

หลังคาเมทัลความลาดชันต่ำ

  • ลักษณะทางสถาปัตยกรรมเน้นเส้นสายที่เรียบง่ายทันสมัย
  • การตกแต่งมักมีชายคาและวัสดุหุ้มภายนอก
  • ใช้ระบบโครงสร้างเหล็ก ติดตั้งแบบแห้ง (น้ำหนักเบา)
  • ความลาดเอียงตั้งแต่ 2°–10° 
  • การระบายน้ำมักออกแบบให้ไหลไปยังรางน้ำ หรือ ท่อระบายน้ำด้านข้าง
  • การกันซึมนิยมใช้แผ่นหลังคาโลหะแบบตะเข็บตั้ง (Standing Seam)
  • การบำรุงรักษาควรตรวจเช็กรอยต่อและระบบระบายน้ำเป็นระยะ
  • อายุการใช้งาน 15–25 ปี (ขึ้นกับคุณภาพวัสดุ) ซ่อมแซมเฉพาะจุดที่เสียหายได้ง่าย ค่าใช้จ่ายไม่สูง

 

หลังคาคอนกรีตแฟลตสแลป 

  • ลักษณะทางสถาปัตยกรรมเป็นส่วนต่อเนื่องของโครงสร้างอาคาร เช่น Roof Deck หรือดาดฟ้า
  • การตกแต่งเป็นพื้นคอนกรีตเปลือย หรือ ใช้วัสดุปิดผิวอื่นๆ
  • ใช้ระบบโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก (น้ำหนักค่อนข้างสูง)
  • ความลาดเอียงต่ำกว่า  1° หรือ เกือบเรียบ
  • การระบายน้ำต้องจัด “Slope Screed” หรือ ฝังท่อระบายน้ำภายใน
  • การกันซึมใช้การทากันซึม หรือ ใช้แผ่นเมมเบรนบนคอนกรีต
  • การบำรุงรักษาต้องดูแลรอยแตกร้าวและการเสื่อมสภาพของชั้นกันซึมำเป็นระยะ
  • อายุการใช้งาน 30 ปีขึ้นไป แต่ซ่อมแซมรอยรั่วซึมได้ยากในระยะยาว และค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง

ความแตกต่างด้านคุณสมบัติและความคุ้มค่า

 

หลังคาเมทัลความลาดชันต่ำ

น้ำหนักรวม : น้ำหนักเบา ช่วยลดภาระโครงสร้างในภาพรวม

วัสดุหลังคา : ผลิตจากวัสดุ Steel Core ที่แข็งแรงทนทาน มีน้ำหนักเบา แต่มีความเหนียวรับแรงลมได้ดี

วัสดุตกแต่งขอบหลังคา : สามารถใช้วัสดุตกแต่งได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นวัสดุตกแต่งเมทัลชีท ไม้เชิงชาย ไม้ตกแต่งซี แชนแนล ฯลฯ

การติดตั้ง : ติดตั้งได้ง่ายด้วยระบบหลังคาเมทัลชีทแบบทั่วไป

ความร้อน : ตัวเหล็กสะสมความร้อน สามารถติดตั้งพร้อมฉนวนกันความร้อนได้

การรั่วซึม : แผ่นยาวต่อเนื่องลดรอยต่อ ระบบลอนช่วยระบายน้ำ แต่รอยต่อและสกรูจะคลายตัวตามกาลเวลาอาจทำให้รั่วซึมได้

ความคุ้มค่าในภาพรวม : ก่อสร้างได้รวดเร็ว ในระยะยาวจะคุ้มค่า ดูแลรักษาเฉพาะจุดได้ง่ายเมื่อเกิดความเสียหาย หรือ เมื่อเกิดรอยรั่ว ทำให้จำกัดขอบเขตการซ่อมแซมได้แม่นยำ

 

หลังคาคอนกรีตแฟลตสแลป 

น้ำหนักรวม : ต้องใช้โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กปริมาณมากในการรับน้ำหนักแผ่นหลังคาคอนกรีตแฟลตสแลป มีน้ำหนักค่อนข้างสูง

วัสดุหลังคา : ใช้วัสดุคอนกรีตเสริมเหล็กที่หาได้ง่ายในท้องตลาด

วัสดุตกแต่งขอบหลังคา : นิยมใช้ขอบคอนกรีต โดยประยุกต์เข้ากับวัสดุตกแต่งในท้องตลาดได้หลากหลาย

การติดตั้ง : ต้องใช้เวลาและมีขั้นตอนที่ค่อนข้างยุ่งยากในการหล่อคอนกรีต จึงจะทำให้โครงสร้างมีความแข็งแรงตามมาตรฐาน

ความร้อน : ตัววัสดุสะสมความร้อน ทำให้ภายในอาคารร้อน ต้องใช้เวลาในการระบายความร้อน

การรั่วซึม : มักเกิดปัญหาความรั่วซึมได้ง่ายจากปัญหาคุณภาพในการหล่อคอนกรีต หรือ การเกิดรอยร้าวของคอนกรีต จึงต้องทากันซึมทุก 3-5 ปี

ความคุ้มค่าในภาพรวม : ใช้เวลาก่อสร้างนาน ต้นทุนโครงสร้างอาจจะไม่แพง ใช้พื้นที่ดาดฟ้าได้คุ้มค่า แต่ค่าบำรุงรักษาสูงในระยะยาว เมื่อเกิดรอยรั่วซึม หรือ เสียหาย อาจจะจำกัดขอบเขตความเสียหาย และการซ่อมบำรุงได้ยากกว่า

 

ในปัจจุบันประเทศไทยนิยมใช้หลังคาเมทัลความลาดชันต่ำเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก เพื่อความเหมาะสม และส่งเสริมประสิทธิภาพการใช้งานหลังคาเมทัลความลาดชันต่ำ ในสภาพภูมิอากาศเขตร้อนชื้น ที่มีความร้อนสูง และฝนตกบ่อยแบบประเทศไทย Lumax Series by SCG ที่มีความเชี่ยวชาญด้านหลังคาเมทัลความลาดชันต่ำ ได้นำข้อมูลแนวทางการติดตั้งที่เหมาะสม และข้อมูลสเปคที่เหมาะกับสภาพภูมิอากาศเขตร้อนชื้นแบบประเทศไทยมาฝากกันครับ เพื่อให้ทุกท่านนำข้อมูลไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบ และเป็นส่วนหนึ่งในการต่อยอดพัฒนางานระบบหลังคาสำหรับโครงการอสังหาริมทรัพย์ของท่าน

ข้อแนะนำในการติดตั้งระบบหลังคาเมทัลความลาดชันต่ำ Lumax Series by SCG

ทรงหลังคาที่เหมาะสมในการใช้งานตามมาตรฐาน 

ได้แก่ หลังคาทรงแบน และหลังคาทรงเพิงแหงน

(ไม่เหมาะกับหลังคาทรงจั่ว, ทรงปั้นหยา, ทรงผสม และทรงดัตช์ฮิป)

 

ความลาดชันหลังคาที่เหมาะสมตามมาตรฐาน 

LumaX Series เป็นรายเดียวในประเทศไทย

ที่สามารถทำสโลปความลาดชันได้ต่ำสุด

0.3 องศา (1: 200) และ 0.6 องศา (1: 600) 

 

ข้อจำกัดด้านความสูงตามมาตรฐาน 

ส่วนของอาคารที่สูงไม่เกิน 20 เมตร (Wind load ≤ 80kg/m²)

 

วิธีการติดตั้งตามมาตรฐาน 

1. เช็คระดับแปหลังคาต้องเท่ากันทุกตัว และบริเวณมุมหลังคาต้องได้ฉากทั้ง 4 ด้าน

2. เช็คระยะแปต้องไม่เกิน 1.25 m.

3. เช็คจำนวนแปหลังคาเพื่อวางตำแหน่งติดตั้ง Connector

***หมายเหตุ

 ค่าที่ยอมได้สำหรับหลังคาไม่ได้ฉาก : 1 ม.เยื้องฉากได้ 3 มม.

Smart Lock Roofing System ระบบติดตั้งแผ่นหลังคาไร้หัวสกรูตลอดทั้งผืน (Boltless)

ช่วยป้องกันการรั่วซึม 100% ในจุดวิกฤตและแนวสกรู พร้อมเพิ่มอายุการใช้งานอาคารในระยะยาว  เมื่อดำเนินการติดตั้งระบบหลังคาตามมาตรฐานและข้อกำหนดของบริษัทอย่างเคร่งครัด

รูปแบบการออกแบบกรอบโครงสร้างหลังคา (Edge Design Options) 

สามารถเลือกได้ 3 แบบ เพื่อให้ตอบโจทย์การออกแบบของสถาปนิกทั้งด้าน Function / Aesthetic / Drainage Concept

1. แบบติดตั้ง Aluminum Parapet รอบหลังคา และปิดรางน้ำชายคา (Hidden Gutter Concept)

เหมาะกับ

  • ต้องการ “Clean Façade” ในกรณีไม่ต้องการให้เห็นท้องรางน้ำ
  • อาคารที่ออกแบบในสไตล์ Modern, Minimal, High-End และ Seamless Design
  • ต้องการซ่อนระบบระบายน้ำ เพื่อความเรียบร้อยของมุมมองรูปด้าน (Elevation)

2. แบบติดตั้ง Aluminum Parapet 3 ด้าน 

ในกรณีต้องการเปิดรางน้ำชายคาด้านเดียว (Visible Gutter)

3. แบบไม่ติดตั้ง Parapet

สามารถใช้รูปแบบนี้ได้ เมื่อมีผนังปิด 3 ด้าน (Roof well / Internal Roof) เหมาะกับ

  • อาคารที่ผนังสูงล้อมหลังคา (เช่น Clean Room, Central Roof Zone) 
  • ในกรณีไม่ต้องการโชว์ขอบหลังคา

 

สเปคหลังคาเมทัล Lumax Series by SCG ที่เหมาะกับสภาพภูมิอากาศเขตร้อนชื้นแบบประเทศไทย

  • ความกว้างรูปลอน (มม.) : 590 มม.
  • ความสูงลอน (มม.) : 62-65 มม.
  • น้ำหนักแผ่นต่อความยาว 1 เมตร (กก./ม.) : 4.66-5.02 กก./ม.
  • องศาหลังคาขั้นต่ำ : 0.3°
  • ระยะแปแนะนำ (ม.) : 1.25-2.5 ม.
  • ความหนาแผ่นเหล็กไม่รวมชั้นเคลือบ (BMT) : 0.45-0.65
  • ความหนาแผ่นเหล็กรวมชั้นเคลือบ (TCT) : 0.50-0.70

หากสถาปนิก นักออกแบบ ผู้รับเหมา และเจ้าของโครงการ สนใจระบบหลังคาเมทัลความลาดชันต่ำ 

สามารถดูรายละเอียด LumaX เพิ่มเติมได้ที่ https://www.scgsmartliving.com/th/product/roof/LumaX

หรือ ลงทะเบียนปรึกษาฟรี!!! สำหรับผู้ที่สนใจใช้งานผลิตภัณฑ์ LumaX

https://www.scgsmartliving.com/form/roof-Metal-LumaX

แพลตฟอร์ม และเครื่องมือสำหรับการออกแบบตกแต่งบ้าน และงานสถาปัตยกรรม
โดยเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงกลุ่มผู้ใช้งานต่างๆ ตั้งแต่ สถาปนิก แบรนด์สินค้า ผู้จัดจำหน่าย และผู้ให้บริการต่างๆที่เกี่ยวข้อง ...
...

โพลสำรวจ

ถาม-ตอบ

Wazzadu.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์การใช้งานของคุณ